หากจะเอ่ยถึงเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็น “ที่สุด” ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมที่ผสมผสานกับความงามของธรรมชาติได้อย่างไร้ที่ติ ชื่อของ เส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยามะ คุโรเบะ (Tateyama Kurobe Alpine Route) จะต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของนักเดินทางทั่วโลกอย่างแน่นอนครับ สวัสดีเพื่อนๆ ชาว ลาพักร้อน ออนไลน์ ทุกคน! วันนี้ผมจะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับที่เรียกกันว่า “หลังคาของญี่ปุ่น” (Roof of Japan) เส้นทางที่จะพาทุกคนไต่ระดับความสูงผ่านเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japanese Alps) เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดโทยามะ (Toyama) และจังหวัดนากาโน่ (Nagano) ด้วยยานพาหนะสุดล้ำหลากหลายชนิด พร้อมไฮไลท์ระดับโลกอย่างกำแพงหิมะยักษ์ที่สูงตระหง่านท้าทายสายตาผู้มาเยือน!

ทิวทัศน์เทือกเขาเจแปนแอลป์จากมูโรโดะ
ความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาเจแปนแอลป์ที่ทอดยาวสลับซับซ้อนภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ณ จุดสูงสุดมูโรโดะ

ประวัติศาสตร์และการก่อสร้าง: จากโครงการผลิตไฟฟ้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวระดับโลก

การ เที่ยวเส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยามะ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเดินชมหิมะหรือนั่งรถชมวิวทั่วไปครับ แต่มันคือการเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษย์กับธรรมชาติ เส้นทางนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการก่อสร้าง “เขื่อนคุโรเบะ” (Kurobe Dam) ซึ่งเป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น

ในอดีต พื้นที่แถบนี้เข้าถึงได้ยากมากจนแทบจะเป็นเขตปิดตายจากโลกภายนอกเนื่องจากหิมะที่ตกหนักและภูมิประเทศที่สูงชัน วิศวกรชาวญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความท้าทายมหาศาลในการเจาะอุโมงค์ผ่านใจกลางยอดเขาที่ความสูงกว่า 2,400 เมตร เพื่อลำเลียงวัสดุก่อสร้างเข้าไปยังหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ความพยายามเหล่านั้นได้กลายเป็นรากฐานของยานพาหนะสุดล้ำทั้ง 6 ชนิดที่เราได้นั่งกันอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อโครงการเขื่อนเสร็จสิ้น เส้นทางนี้จึงถูกเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1971 และกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้งในชีวิตครับ

กำแพงหิมะยักษ์ Yuki-no-Otani ทาเทยามะ
กำแพงหิมะยักษ์ Yuki-no-Otani ไฮไลท์สำคัญในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ทุกคนต้องมาสัมผัส

วางแผนการเดินทาง: ช่วงเวลาไหนคือ ‘The Best’ ของทาเทยามะ?

คำถามยอดฮิตสำหรับคนที่วางแผนจะไป เที่ยวเส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยามะ คือ “ควรไปเดือนไหนดี?” ความมหัศจรรย์ของที่นี่คือความงามที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลอย่างสิ้นเชิงครับ โดยปกติเส้นทางจะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วง กลางเดือนเมษายน ไปจนถึง สิ้นเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี (ปิดในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนักจนอันตรายเกินไป)

  • ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – มิถุนายน): นี่คือช่วงที่ฮอตที่สุดครับ! เพราะเป็นช่วงเปิดเส้นทางใหม่และมีการจัดเทศกาล “กำแพงหิมะยักษ์” (Snow Wall หรือ Yuki-no-Otani) ที่สูงได้ถึง 20 เมตร คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินบนถนนที่ถูกขุดฝ่ากองหิมะมหึมา อากาศจะหนาวจัดแต่ฟ้าจะใสมากครับ
  • ฤดูร้อน (กรกฎาคม – สิงหาคม): สำหรับคนรักการเดินป่า (Hiking) และอยากหนีร้อนจากเมืองไทยไปเจออากาศ 15-20 องศาเซลเซียส ช่วงนี้หิมะจะละลายเผยให้เห็นทุ่งดอกไม้ป่าอัลไพน์และบึงน้ำที่สะท้อนเงายอดเขาเป็นสีฟ้าคราม สวยงามราวกระจกเงาเลยทีเดียว
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน): หากคุณชอบสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี ทาเทยามะคือจุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นครับ เนื่องจากความสูงที่แตกต่างกันมาก คุณจะได้เห็นการไล่เฉดสีจากสีแดงส้มบนยอดเขา ลงมาสู่สีเหลืองทองที่กลางเขา และสีเขียวชอุ่มที่ตีนเขา เป็นภาพพาโนรามาที่หาดูได้ยากมากครับ

เจาะลึกเส้นทาง: เริ่มต้นจากฝั่งโทยามะ (สถานี Tateyama)

การเดินทางบนเส้นทางสายอัลไพน์นั้นมีระบบระเบียบที่เป๊ะมากครับ สำหรับคนที่เลือกเริ่มจากฝั่งโทยามะ คุณจะได้สัมผัสกับการไต่ระดับความสูงที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรก โดยผ่านยานพาหนะดังนี้:

Tateyama Cable Car (ไต่ระดับความชันสุดระทึก)

จากสถานี Tateyama เราจะนั่งรถรางไฟฟ้าไต่เขา (Cable Car) เพื่อขึ้นสู่สถานี Bijodaira ที่ความสูง 977 เมตร รถรางสายนี้มีความชันมาก ตลอดทางคุณจะเห็นวิวยอดป่าสนที่เขียวขจีและบรรยากาศป่าดิบเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังเข้าสู่ดินแดนแห่งขุนเขาจริงๆ ครับ

รถราง Tateyama Cable Car
สถานีรถราง Tateyama Cable Car จุดเริ่มต้นของการไต่ระดับความสูงสู่ขุนเขา

Tateyama Highland Bus (เส้นทางชมวิวที่สวยที่สุด)

จากสถานี Bijodaira เราต้องต่อรถบัสไฟฟ้าไฮแลนด์มุ่งหน้าสู่ Murodo ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร ช่วงเวลานี้คือ 50 นาทีที่คุ้มค่าที่สุดครับ รถบัสจะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงผ่านโค้งที่สวยงาม และเมื่อความสูงเริ่มแตะ 2,000 เมตร สองข้างทางจะเปลี่ยนจากป่าไม้กลายเป็นกำแพงหิมะที่ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดจอดรถที่ Murodo

มูโรโดะ (Murodo): ยอดเขาที่ใกล้สวรรค์ที่สุด

มูโรโดะ คือจุดสูงสุดของเส้นทางสายอัลไพน์ที่ความสูง 2,450 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลครับ ที่นี่คือหัวใจสำคัญของการมาเที่ยวเลยก็ว่าได้ หากคุณมาในช่วงกำแพงหิมะ คุณจะได้เดินไปตามทางเดินหิมะยักษ์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเล่นใกล้ชิด หรือหากมาในช่วงฤดูร้อน บึงมิกุริกะอิเคะ (Mikurigaike) จะกลายเป็นสีน้ำเงินครามเข้มสวยงามมาก

บึงมิกุริกะอิเคะ Mikurigaike ทาเทยามะ
บึงน้ำมิกุริกะอิเคะที่ใสสะอาด สะท้อนภาพขุนเขาเจแปนแอลป์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ณ จุดสูงสุดมูโรโดะ

ข้ามเทือกเขาด้วยวิศวกรรมสุดล้ำ: จากยอดเขาสู่เขื่อนยักษ์

หลังจากที่คุณได้ดื่มด่ำกับความงามของมูโรโดะและเดินถ่ายรูปกับกำแพงหิมะยักษ์จนหนำใจแล้ว การเดินทางในช่วงครึ่งหลังจะพาเราค่อยๆ ลดระดับความสูงลงจากยอดเขา มุ่งหน้าสู่ฝั่งจังหวัดนากาโน่ ซึ่งเส้นทางฝั่งนี้จะเต็มไปด้วยยานพาหนะที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อทะลุทะลวงและข้ามผ่านภูมิประเทศที่ยากลำบากที่สุดครับ:

Tateyama Tunnel Trolley Bus (ทะลวงอุโมงค์ใต้ยอดเขาทาเทยามะ)

จากสถานี Murodo เราจะเปลี่ยนไปนั่ง Tateyama Tunnel Trolley Bus (รถบัสไฟฟ้าไร้มลพิษ) เพื่อวิ่งลอดอุโมงค์ใต้ยอดเขาทาเทยามะไปยังสถานี Daikanbo รถบัสชนิดนี้จะรับพลังงานจากสายไฟด้านบนคล้ายๆ กับรถราง (Tram) เป็นเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยควันเสีย และช่วยรักษาสภาพอากาศที่บริสุทธิ์บนยอดเขาเอาไว้ อุโมงค์นี้ถูกเจาะทะลุภูเขาที่ความสูงกว่า 2,400 เมตร ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์มากในยุคสมัยนั้นครับ

รถบัสไฟฟ้า Tateyama Tunnel Trolley Bus
รถบัสไฟฟ้า Trolley Bus พาหนะไร้มลพิษที่วิ่งลอดใต้ใจกลางยอดเขาทาเทยามะ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของอุทยาน

Tateyama Ropeway (กระเช้าลอยฟ้าไร้เสาค้ำที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น)

เมื่อทะลุอุโมงค์มาโผล่ที่สถานี Daikanbo คุณจะพบกับจุดชมวิวแบบพาโนรามาที่มองเห็นทะเลสาบเขื่อนคุโรเบะอยู่เบื้องล่างไกลๆ จากจุดนี้เราต้องลงเขาด้วย Tateyama Ropeway กระเช้าลอยฟ้าสุดพิเศษที่มีความยาวถึง 1.7 กิโลเมตร และที่สำคัญคือ “ไม่มีเสาค้ำคั่นกลางเลยแม้แต่ต้นเดียว!” สาเหตุที่วิศวกรออกแบบให้ไม่มีเสาค้ำกลาง ก็เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากหิมะถล่มในช่วงฤดูหนาวที่อาจพัดเอาเสาพังทลายได้นั่นเองครับ

การได้ยืนอยู่ในกระเช้านี้ จะให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังลอยอยู่กลางอากาศจริงๆ วิวด้านล่างจะค่อยๆ เปลี่ยนจากยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม เป็นสีเขียวชอุ่มของป่าไม้ เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยและอลังการมาก

กระเช้าลอยฟ้าทาเทยามะ Tateyama Ropeway
กระเช้าลอยฟ้า Tateyama Ropeway ที่ไร้เสาค้ำคั่นกลาง มอบมุมมองแบบพาโนรามา 360 องศาที่ตระการตาที่สุด

Kurobe Cable Car (รถรางใต้ดินแห่งเดียวในแดนอาทิตย์อุทัย)

เมื่อลงจากกระเช้ามาถึงสถานี Kurobedaira เราจะต้องเปลี่ยนไปนั่งรถราง Kurobe Cable Car เพื่อลงไปยังสถานี Kurobeko ซึ่งตั้งอยู่ในระดับเดียวกับสันเขื่อนคุโรเบะ นี่คือรถรางไต่เขาสายเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ถูกสร้างให้ “มุดลงไปใต้ดินทั้งหมด” เพื่อหลีกเลี่ยงพายุหิมะบนภูเขา รถรางจะค่อยๆ ไต่ระดับความชันลงไปในอุโมงค์มืดสนิท ก่อนที่ประตูจะเปิดออกสู่ความยิ่งใหญ่ของเขื่อนคุโรเบะ

รถรางใต้ดิน Kurobe Cable Car
รถราง Kurobe Cable Car ที่ออกแบบให้วิ่งลอดอุโมงค์ใต้ดินตลอดสาย เพื่อความปลอดภัยจากสภาพอากาศที่แปรปรวนบนภูเขา

แลนด์มาร์คประวัติศาสตร์: เขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam)

หลังจากผ่านการนั่งพาหนะหลายชนิด ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายไฮไลท์ที่ถือเป็นสุดยอดวิศวกรรมของประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ เขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam) เขื่อนคอนกรีตทรงโค้งขนาดยักษ์ที่มีความสูงถึง 186 เมตร (ถือว่าสูงที่สุดในญี่ปุ่น) และมีความยาวสันเขื่อนเกือบครึ่งกิโลเมตร การก่อสร้างเขื่อนแห่งนี้เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างหนักในภูมิภาคคันไซ

โปรเจกต์การสร้างเขื่อนคุโรเบะนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก หยาดน้ำตา และการสูญเสียครับ ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 7 ปี มีแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างก่อสร้างไปถึง 171 คน ความเสียสละอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้เขื่อนคุโรเบะไม่ได้เป็นแค่แหล่งผลิตไฟฟ้า แต่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุมานะและจิตวิญญาณนักสู้ของชาวญี่ปุ่น หากคุณมาเยือนที่นี่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนตุลาคม คุณจะได้ชมการแสดง “การปล่อยน้ำจากสันเขื่อน” (Kanko Hosui) ซึ่งน้ำปริมาณกว่า 10-15 ตันต่อวินาทีจะถูกปล่อยลงมาปะทะกับอากาศด้านล่าง เกิดเป็นละอองน้ำมหาศาลและมักจะมีสายรุ้งพาดผ่าน เป็นภาพที่อลังการและทรงพลังจนนักท่องเที่ยวทุกคนต้องหยุดมองเลยทีเดียวครับ

ทัศนียภาพของเขื่อนคุโรเบะ
ความยิ่งใหญ่ของเขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam) สิ่งก่อสร้างระดับโลกที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานและความพยายามของมนุษย์

กิจกรรมห้ามพลาด: เติมพลังด้วย “แกงกะหรี่เขื่อนคุโรเบะ”

เมื่อเดินข้ามสันเขื่อนถ่ายรูปจนจุใจแล้ว สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือการแวะไปที่ร้านอาหารบริเวณจุดชมวิว เพื่อสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “Kurobe Dam Curry” (แกงกะหรี่เขื่อนคุโรเบะ) ครับ จุดเด่นของเมนูนี้คือการจัดจานสุดครีเอท ที่เชฟจะนำข้าวมาปั้นเป็นรูปสันเขื่อนโค้งๆ แล้วราดน้ำแกงกะหรี่สีเขียวเข้ม (เป็นตัวแทนของน้ำในทะเลสาบมรกต) ไว้ด้านหนึ่ง เป็นลูกเล่นที่น่ารัก ถ่ายรูปสวยอวดลงโซเชียลได้สบายๆ และรสชาติแกงกะหรี่ญี่ปุ่นแท้ๆ ก็อร่อยเข้มข้น ช่วยเติมพลังก่อนเดินทางในสเต็ปสุดท้ายได้ดีเยี่ยมครับ

พาหนะชิ้นสุดท้าย: Kanden Tunnel Electric Bus

หลังจากอิ่มเอมกับความยิ่งใหญ่ของเขื่อนคุโรเบะแล้ว ก็ถึงเวลานั่งพาหนะชนิดที่ 6 (ซึ่งเป็นชนิดสุดท้ายของเส้นทาง) เพื่อมุ่งหน้าสู่สถานี Ogizawa (ฝั่งจังหวัดนากาโน่) นั่นคือ Kanden Tunnel Electric Bus (รถบัสไฟฟ้าอุโมงค์คันเด็น) รถบัสพลังงานสะอาดที่จะพาเราวิ่งลอดอุโมงค์ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร

ความน่าสนใจของอุโมงค์คันเด็นนี้คือ มันเป็นจุดที่เจาะยากที่สุดในประวัติศาสตร์การสร้างเขื่อนครับ เพราะคนงานต้องเจาะทะลุชั้นหินที่มีน้ำบาดาลเย็นจัดและทรายทะลักออกมาอย่างรุนแรงตลอดเวลา ปัจจุบันเมื่อรถบัสวิ่งผ่านจุดบรรจบนี้ จะมีการเปิดไฟแสงสีฟ้าในอุโมงค์เพื่อเป็นสัญลักษณ์รำลึกถึงความยากลำบากในการก่อสร้าง เมื่อพ้นอุโมงค์นี้ออกมาและเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ก็ถือเป็นการสิ้นสุดเส้นทางสายอัลไพน์อย่างเป็นทางการครับ

รถบัสไฟฟ้า Kanden Tunnel
รถบัสไฟฟ้าที่วิ่งทะลุอุโมงค์คันเด็น นำพานักท่องเที่ยวข้ามผ่านขุนเขาไปสู่จุดหมายปลายทางฝั่งนากาโน่

เคล็ดลับการเดินทาง: โลจิสติกส์และการส่งกระเป๋า (Baggage Delivery)

การจัดการเรื่องสัมภาระคือหัวใจสำคัญที่สุดของการ เที่ยวเส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยามะ คุโรเบะ ครับ เนื่องจากเราต้องเปลี่ยนพาหนะบ่อยถึง 6 ชนิด การลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปเองถือเป็นอุปสรรคอย่างมาก โชคดีที่ญี่ปุ่นมีการคิดค้นระบบ บริการรับส่งสัมภาระ (Baggage Delivery Service) ที่ออกแบบมาเพื่อเส้นทางนี้โดยเฉพาะครับ

คุณสามารถนำกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปฝากส่งได้ที่สถานีต้นทาง (เช่น สถานี Dentetsu Toyama ในช่วงเช้า) และกระเป๋าของคุณจะถูกส่งข้ามภูเขาไปรอคุณอยู่ที่สถานีปลายทาง หรือส่งตรงถึงล็อบบี้โรงแรมปลายทางในวันเดียวกันเลยครับ ค่าบริการมักจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 3,000 เยนต่อใบ ซึ่งคุ้มค่ามากๆ เพราะจะทำให้คุณสามารถสะพายแค่กระเป๋าเป้ใบเล็ก เดินตัวปลิวเที่ยวบนเขาและเปลี่ยนรถได้อย่างอิสระสบายตัวครับ

เรื่องตั๋วโดยสาร (Tips อัปเดตการจอง 2026)

สำหรับการซื้อตั๋ว ผมขอแนะนำขั้นเด็ดขาดให้คุณจอง Web Ticket (ตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า) ผ่านเว็บไซต์ทางการของ Tateyama Kurobe Alpine Route ครับ เพราะในช่วงไฮซีซั่นอย่างเทศกาลกำแพงหิมะ ตั๋วแบบซื้อหน้างานมักจะคิวเต็มและหมดตั้งแต่เช้าตรู่ การมี Web Ticket จะช่วยการันตีรอบรถรางขาขึ้นรอบแรกของคุณได้ ทำให้คุณสามารถวางแผนเวลาการเดินทางตลอดทั้งวันได้อย่างไร้รอยต่อครับ

อีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าสุดๆ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ คือการซื้อพาส Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass ของ JR ซึ่งพาสนี้สามารถใช้ครอบคลุมค่าเดินทางตลอดเส้นทางสายอัลไพน์ตั้งแต่โทยามะไปจนถึงนากาโน่ได้เลย แถมยังใช้นั่งรถไฟเที่ยวในโซนใกล้เคียงอย่างเมืองทาคายามะ (Takayama) และหมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) ได้แบบไม่จำกัดรอบ คุ้มค่าและช่วยประหยัดงบทริปไปได้เยอะเลยครับ!

บทสรุปส่งท้ายจาก ลาพักร้อน ออนไลน์

การมาเยือน เส้นทางสายอัลไพน์ ทาเทยามะ คุโรเบะ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทริปท่องเที่ยวชมวิวภูเขาทั่วๆ ไป แต่มันคือการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เข้ากับความมุมานะและเทคโนโลยีทางวิศวกรรมอันล้ำเลิศของมนุษยชาติ ที่สามารถเจาะอุโมงค์ สร้างเขื่อน และวางระบบกระเช้าลอยฟ้าท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุด เพื่อเปิดประตูให้เราทุกคนได้เข้าไปสัมผัสกับความสวยงามของเทือกเขาเจแปนแอลป์ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

หากการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นของคุณในครั้งนี้ คุณอยากได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ตื่นเต้น และยิ่งใหญ่กว่าการเดินช้อปปิ้งในเมืองหลวง อยากเห็นกำแพงหิมะที่สูงท่วมตึก อยากสูดอากาศบริสุทธิ์บนความสูงกว่า 2,400 เมตร และอยากเห็นเขื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยตาตัวเอง… อย่าลืมลิสต์ “ทาเทยามะ คุโรเบะ” ไว้ในแผนการเดินทางนะครับ! จัดกระเป๋า เช็คราคาตั๋วและที่พักจากปุ่มด้านบนสุดของบทความ แล้วเตรียมตัวไปสัมผัสประสบการณ์บนหลังคาญี่ปุ่นด้วยกัน รับประกันได้เลยว่า ภาพของหิมะขาวโพลนและทะเลสาบสีมรกต จะประทับอยู่ในความทรงจำของคุณไปตลอดชีวิตแน่นอนครับ!